ตำแหน่งของคุณ Home หน้าแรก

“ยุทธพรอิสรชัย”เจาะลึก“เพื่อไทย-ก้าวไกล-พปชร.”ฟันธง“3ป.”แตกแต่แยกกันไม่ได้ฟัง มวย หู ฟรี

“ยุทธพรอิสรชัย”เจาะลึก“เพื่อไทย-ก้าวไกล-พปชร.”ฟันธง“3ป.”แตกแต่แยกกันไม่ได้【ฟัง มวย หู ฟรี】:

ฟัง มวย หู ฟรี

“ยุทธพรอิสรชัย”เจาะลึก“เพื่อไทย-ก้าวไกล-พปชร.”ฟันธง“3ป.”แตกแต่แยกกันไม่ได้ฟัง มวย หู ฟรี

หมายเหตุ : “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองผ่าน “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ที่ต่างเตรียมตัวลงสู่สนามเลือกตั้ง ภายใต้กติกาใหม่ จะตอบโจทย์ต่อใครมากที่สุด รวมถึง ปรากฏการณ์ “อุ๊งอิ๊งเอฟเฟกซ์” ส่งผลต่อ “พรรคก้าวไกล” หรือไม่ และ “พรรคพลังประชารัฐ” กำลังเผชิญหน้ากับบทท้าทายอะไรบ้าง มีสาระที่น่าสนใจดังนี้

– หลังจากที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัว “แพทองธาร ชินวัตร” เข้ามานั่งในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคที่ผ่านมา ได้ส่งผลต่อการเมืองอย่างไรบ้าง

การเปิดตัวของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ โดยเฉพาะการเปิดตัวคุณแพทองธาร รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ทำให้คนมองว่า คุณแพทองธารจะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯหรือไม่ ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวเองก็ยังบอกว่าเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนภาพให้เห็นผลทางด้านบวกและทางลบ ที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทย

ในแง่ของผลด้านบวกเราจะเห็นว่า พรรคเพื่อไทยมีซิกเนเจอร์ที่สำคัญคือคุณทักษิณ ชินวัตร ดังนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ กระบวนการสื่อสารทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทั้งการรีแบรนดิ้ง พี่โทนี่ หรือการปล่อยคลิปต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณออกมา เป็นระยะๆ รวมถึงการวางตัวทายาททางการเมืองของคุณทักษิณ คือคุณแพทองธาร ตรงนี้คือความพยายามสร้างความมั่นใจให้กับส.ส.และลูกพรรค อีกด้านหนึ่งยังเป็นการเรียกกำลังใจจากฐานผู้สนับสนุน ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะส่งผลต่อเอกภาพของพรรคเพื่อไทย ที่เคยถูกตั้งคำถามมาก่อนหน้านี้ ว่าพรรคจะแตกไหม เพราะมีคนย้ายพรรค รวมทั้งยังมีการไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ รวมทั้งพรรคไม่ได้เป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2557แล้ว

ประการต่อมาคือการสะท้อนให้เห็นถึงการสร้างความสมดุลขึ้นภายในพรรคทั้ง คนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และคนรุ่นใหม่ จะเห็นได้ว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้อำนวยการพรรค ทั้งที่จริงๆต้องถือว่าโดนใบดำทางการเมือง ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆทางการเมืองได้อีก แต่การเข้ามาของนพ.สุรพงษ์ คือการสะท้อนว่าเพื่อวางยุทธศาสตร์ ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน สร้างความสมดุลของพรรคทั้งคนรุ่นเก่า รุ่นกลาง และคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสมดุลกับส.ส.เขต ซึ่งเป็นแกนนำในทางยุทธศาสตร์

จะเห็นได้ว่าหน้าตาของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่มีการเปลี่ยนแปลงไป จะสะท้อนให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับส.ส.เขตมากขึ้น เช่น การดึงนพ.ชลน่าน นักการเมืองที่เติบโตมาจากส.ส.เขต มาจากพื้นที่จริง ๆ

ประการที่สาม คือการสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดพื้นที่ให้กับ คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองในเชิงอัตลักษณ์ การมองไปถึงประเด็นที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ ซึ่งจุดนี้เท่ากับเป็นการเปิดหน้าชนกับ “พรรคก้าวไกล” ซึ่งประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมานั้น จะไปสอดคล้องกับการเปิดตัวคุณแพทองธาร ในฐานะคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันอย่าลืมว่าคุณแพทองธาร คือผลผลิตของการเมืองที่มีสภาพการณ์ ความขัดแย้งในเมืองไทยที่ผ่านมาด้วยคนหนึ่ง คุณแพทองธารเติบโตมาในช่วงการเมืองปี 2548-2549 ก็ได้รับผลโดยตรง

“จุดนี้ต่างจากคุณยิ่งลักษณ์ ที่เข้าสู่การเมืองในเวลาเพียง 49วัน และได้เป็นนายกฯ ดังนั้นจุดนี้อาจทำให้ความเกี่ยวพันทางการเมืองของคุณยิ่งลักษณ์ อาจจะไม่ได้มีมากเท่ากับคุณแพทองธารด้วยซ้ำไป จุดนี้อาจจะเป็นผลด้านบวกสำหรับพรรคเพื่อไทย ”

แต่ในแง่ผลด้านลบ ประการแรกคือ การถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเมืองแบบ “ชินวัตร แฟมิลี่” ก็จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะกลายเป็นจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย คุณทักษิณ และคุณแพทองธาร เองอีกด้วย แต่สำหรับมุมมองของพรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ได้เห็นเป็นจุดอ่อน เพราะสิ่งสำคัญของ พรรคคือ “ฐานส.ส.” ในพื้นที่ หรือส.ส.เขต ไม่ใช่ชนชั้นกลาง ดังนั้นถึงแม้จะเกิดผลลบ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วอาจจะไม่ได้มากไปกว่า ผลลัพธ์ที่พรรคจะได้รับ

ประการที่สอง คือการเปิดพื้นที่การเมืองใหม่ ก็จะเกิดคำถามว่า จะทำได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายจะเป็นแค่เรื่องของทายาททางการเมืองของตระกูลการเมืองต่างๆ เท่านั้น

ประการที่สาม เรื่องแลนด์สไลด์ ที่คุณทักษิณ ได้พูดถึงอยู่เสมอ ถามว่าจะเกิดขึ้นง่ายหรือไม่ ต้องบอกว่าไม่ง่ายเลย เพราะกติกาในรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือ “ภูมิทัศน์ทางการเมือง” สภาพแวดล้อมทางการเมือง มุมมอง ของผู้คนที่เปลี่ยนไป อาจจะทำให้แลนด์สไลด์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย

อย่าลืมว่าพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านมายาวนาน ไม่ได้เป็นรัฐบาลตั้งแต่ปี 2557 จะไม่มีนโยบายที่ดึงดูดผู้คน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า หลายครั้งพรรคเพื่อไทยจึงกลับไปพูดถึงนโยบายที่รัฐบาลของคุณทักษิณ เคยทำสำเร็จเอาไว้เมื่อปี 2544 และความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย คือการเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่

แม้วันนี้กติกาทางการเมืองกำลังจะเปลี่ยน ไปสู่ระบบบัตรเลือกตั้ง 2ใบแบบคู่ขนาน ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งรูปแบบนี้พรรคไทยรักไทย เคยประสบความสำเร็จมาแล้วภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ในการเลือกตั้งปี2544 และการเลือกตั้งปี 2548 และภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ในการเลือกตั้งในปี 2550และการเลือกตั้งปี 2554 แต่เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญ 2560 เราไม่ได้ใช้กติกานี้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ดังนั้นสมมติฐานเดิมที่เรายังคิดว่ากาบัตร 2 ใบ กับการตัดสินใจเลือกตั้งของโหวตเตอร์จะไปในทิศทางเดียวกัน จริงหรือไม่

หากไปในทิศทางเดียวกัน แน่นอนว่าพรรคใหญ่ได้เปรียบตามที่หลายคนคาดการณ์กัน แต่ถ้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น เช่นใบหนึ่งคนกาให้กับพรรคการเมือง แต่อีกใบหนึ่งคนกาให้กับ ส.ส.เขตในพื้นที่เลือกตั้ง หากเป็นแบบนี้พรรคขนาดใหญ่ก็จะไม่ได้เปรียบเสมอไป ก็อาจจะเป็นพื้นที่ของพรรคขนาดกลาง ดังนั้นจุดนี้เราต้องพิจารณาด้วยสมมติฐานที่บัตร2ใบนั้นจะยังเป็นประโยชน์ให้กับพรรคขนาดใหญ่จริงอยู่หรือไม่

จุดนี้จึงเป็นเหมือนทั้งผลบวกและลบต่อพรรคเพื่อไทย ที่เพิ่งเปิดตัวคุณแพทองธาร และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

– วันนี้มีการมองว่าคู่แข่งของพรรคเพื่อไทย ที่แท้จริงคือพรรคก้าวไกล

แน่นอนว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ทางการเมืองของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต้องกลับไปดูว่าการที่คุณทักษิณ รีแบรนดิ้ง พรรคและตัวเองนั้นคนรุ่นใหม่ ให้การตอบรับหรือไม่ ต้องไปพิสูจน์กันในวันเลือกตั้ง เท่าที่ดูจากกระแส วันนี้คนรุ่นใหม่เอง ซึ่งก็ไม่ใช่ทั้งหมดจะนิยมในตัวคุณทักษิณ ทั้งหมด ขณะเดียวกันฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทย ที่อยู่กับกลุ่มคนเสื้อแดง หรือส.ส.ในเขตพื้นที่ก็ดี จะยังรักษาคะแนนเอาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน และคนในกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยก็โรยรากันไปตามวัย

เมื่อทางพรรคเพื่อไทยเปิดตัวแบบนี้ ก็คือการพุ่งตรงไปสู่พรรคก้าวไกล เพราะสำหรับพรรคพลังประชารัฐเองลำพังแค่ศึกภายในเองก็ยุ่งยากมากพอสมควรแล้ว ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ยิ่งเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับพลังประชารัฐ แต่ณ วันนี้ต้องยอมรับว่า ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลมีความทับซ้อนกัน พอสมควร ดังนั้นความคาบเกี่ยวจุดนี้จึงทำให้เป็นปัญหาระหว่างสองพรรคนี้

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ก็จะมองเห็นได้ประมาณ 4-5 ประเด็น อย่างแรกคือ 1.ที่มา เชิงอุดมการณ์ของพรรค จะเห็นได้ว่า พรรคก้าวไกล เกิดขึ้นจากความคิดเชิงวิชาการ มุ่งเน้นไปสู่การสร้างประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ หรือแม้แต่การให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม

ขณะที่พรรคเพื่อไทย ที่มาคือเป็นเรื่องนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน แล้วนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย และการต่อต้านเผด็จการ นี่คือจุดต่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่มีมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชนจนมาถึงพรรคเพื่อไทย

ประเด็นที่สองคือฐานสนับสนุน จะเห็นได้ว่าพรรคก้าวไกล มีฐานสนับสนุนจากชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ในเขตเมือง คนกลุ่มนี้ต้องการอนาคตที่ดีกว่า ส่วนพรรคเพื่อไทย ฐานสนับสนุนคือคนในระดับพื้นที่ ที่ต้องการให้แก้ปัญหาในปัจจุบันของเขา เช่นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ฐานเสียงตรงนี้อาจจะมีความทับซ้อนกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด

ประเด็นที่สาม คือวิถีปฏิบัติทางการเมือง โดยพรรคก้าวไกลการขับเคลื่อนทางการเมือง จะมุ่งไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และทางสังคม เช่นการเสนอแก้ไขมาตรา 112 หรือจะขยับไปถึงขั้นเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 การพูดถึงการเมืองเชิงอัตลักษณ์ของกลุ่มคนต่างๆ ขณะที่พรรคเพื่อไทย วิถีปฏิบัติทางการเมือง จะเป็นพรรคที่อยู่ในการเลือกตั้งหรือได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง มีบทพิสูจน์คือการที่พรรคชนะการเลือกตั้ง 5 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย จนมาถึงพรรคเพื่อไทย โดยได้อันดับที่ 1 มาทุกยุค เพียงแต่ล่าสุดไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ยังเป็นพรรคอันดับ1 ในสภาฯ ดังนั้นวิถีปฏิบัติของพรรคเพื่อไทยจึงเน้นไปที่การเลือกตั้ง มากกว่า

ประการที่สี่คือการจัดโครงสร้างองค์กร จะเห็นได้ว่าโครงสร้างองค์กรของพรรคก้าวไกล จะเน้นไปที่การเป็นตัวแทนของกลุ่มอัตลักษณ์ ในสังคม ขณะที่เพื่อไทยในอดีตจะเน้นบทบาทของแกนนำ หรือบุคคลระดับนำของพรรค แต่ปัจจุบันมีความพยายามที่จะสร้างสมดุล ระหว่างส.ส.เขตกับบรรดาแกนนำในเชิงยุทธศาสตร์ มากขึ้น ดูได้จากหน้าตาของกรรมการบริหารพรรคชุดล่าสุด

ประการที่ห้า คือบริบทแวดล้อมทางการเมือง ในแง่รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะระบบเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่าพรรคก้าวไกล กับระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบแบบคู่ขนาน (MMM) จะไม่เอื้ออำนวยต่อพรรคก้าวไกล เท่าไหร่ ในขณะที่ระบบนี้ จะเอื้ออำนวยต่อพรรคเพื่อไทยมากกว่า แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไป เพราะหากการไปลงคะแนนเสียงของประชาชนไม่ได้อยู่ในทิศทางเดียวกันกับบัตร 2 ใบ เหมือนกับการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และฉบับ 2550 ดังนั้นก็ต้องบอกว่าเป็นเพียงสมมติฐานที่อ้างอิงจากระบบการเลือกตั้งที่เคยเกิดขึ้นมา

แต่หลังจากที่หากภูมิทัศน์การเมือง ของผู้คนเปลี่ยนไป ประชาชนไม่ได้กาไปในทิศทางเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคใหญ่จะได้เปรียบ เสมอไป

– กลับมามองที่พรรคพลังประชารัฐ จะเดินไปทางไหน

ผมคิดว่า เป็นพรรคที่มีปัญหาเยอะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐเองไม่ได้มีเอกภาพ และเปรียบเหมือนระเบิดเวลา ที่เดินมาตลอด ซึ่งต้องดูกันตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค พบว่ามีการเคลื่อนไหว ต่อรองอำนาจกันของแต่ละกลุ่มอยู่ตลอดเวลา เป็นเพราะพลังประชารัฐ ขาดฐานทางอุดมการณ์ พรรคไม่ได้ตั้งขึ้นด้วยการเกาะเกี่ยวกันทางอุดมการณ์ แต่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของการเมือง หรือมุ้งทางการเมือง มารวมกัน เพราะฉะนั้นจึงเกิดการต่อรองกันภายในพรรคขึ้นตลอด และเมื่อเกิดความไม่สมดุลเรื่องโควตารัฐมนตรีจะเห็นได้ว่าหลังการเลือกตั้ง 2562 พบว่ามีการกันโควตากลางเอาไว้ให้กับนายกรัฐมนตรี อีกส่วนหนึ่งเป็นโควตาของฝ่ายการเมือง จึงทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำมาโดยตลอด

และยิ่งเมื่ออยู่ในสภาวะอำนาจของคสช.ถดถอย ไปเรื่อย ๆ หลังการเลือกตั้งในปี 2562 ทำให้ฝ่ายการเมืองขยายอำนาจ ขึ้นมาแทนจะยิ่งทำให้มีการต่อรองกันเพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้ว่าในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นช่วงที่กลุ่มสี่กุมาร ออกไป กลุ่มรัฐมนตรี กปปส. ออกไป หรือมี 2 รัฐมนตรีที่ถูกปลด ก็จะมีการเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐ โดยตลอด

ดังนั้นหากพรรคพลังประชารัฐ ใช้การขับเคลื่อนด้วยบารมีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค ต่อไปเช่นนี้ ก็ต้องถามว่า แล้วจะเดินหน้าไปอย่างมีเสถียรภาพได้หรือไม่ ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เองก็อยู่ในสภาพ “ขาลอย” ไม่มีฐานทางการเมืองในพรรค แล้วแนวคิดที่จะไปตั้งพรรคใหม่ ที่มีข่าวว่าจะเกิด “พรรคลุงฉิ่ง” ก็คงไม่ง่าย เพราะการทำพรรคการเมือง ต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์ทางการเมือง ในพื้นที่ จะไปหวังพึ่ง คุณฉัตรชัย พรหมเลิศ ก็เป็นอดีตข้าราชการประจำมาตลอดชีวิต ก็คงไม่ง่าย

และอย่าลืมว่าในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้มีแค่ 1-2กลุ่ม คือกลุ่มที่สนับสนุนพล.อ.ประวิตร กับกลุ่มที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ แต่ในความเป็นจริงยังมีกลุ่มอื่นที่พร้อมจะเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่นกลุ่มสามมิตร ซึ่งกลุ่มนี้ดีไม่ดี วันข้างหน้า อาจจะกลับไปอยู่กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ และอาจจะมีมากกว่ากลุ่มสามมิตรด้วย

เชื่อว่า เรื่อง 3ป.แตกกันอาจจะเป็นความจริง แต่อย่าลืมว่า พวกเขาแยกกันไม่ได้ เพราะ3ป.ผูกติดและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลด้วย ดังนั้นหาก3ป.แยก ก็คือจุดจบของรัฐบาล ดังนั้นก็จะต้องอยู่กันไป เคลียร์กันไปแบบนี้ ถึงแม้จะเคลียร์ได้ แต่ความไว้วางใจก็คงไม่เหมือนเดิม

แต่จุดที่น่าคิดคือในสมัยประชุมนี้ จะเป็นช่วงที่ร้อนแรง ต้องติดตาม เพราะจะมีทั้งกฎหมายการเงิน ,พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และพรรคการเมือง กรณีที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้มีความสำคัญหมด ถ้าถึงเวลาแล้วไม่ผ่านสภาฯ นายกฯก็จะถูกตั้งคำถามเรื่องสปิริต เกิดขึ้นตามมาแม้ว่าจะไม่มีกฎหมายกำหนด แต่โดยหลักของระบบสภาฯ หากเมื่อใดที่กฎหมายการเงินไม่ผ่าน แสดงว่าฝ่ายบริหารไม่ได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว เพราะฉะนั้นจึงจะต้องแสดงสปิริตด้วยการลาออกแต่โดยส่วนตัวเชื่อว่านายกฯจะไม่ลาออก แต่จะเลือกการยุบสภาฯ แทน จุดนี้คือความท้าทายในสมัยประชุมนี้

ต้องบอกว่าวันนี้สถานการณ์ของพรรคพลังประชารัฐ นั้นไม่ได้ง่ายเลย อีกทั้งเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะมีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากมีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ แล้วพรรคจะเสนอชื่อคนอื่นด้วยหรือไม่ และหากพล.อ.ประยุทธ์ ยังอยู่ต่อไป จะยังเป็นสินค้าที่ขายได้หรือไม่ กับกลุ่มที่สนับสนุน หรือกลุ่มทุน

หรือสุดท้ายพล.อ.ประยุทธ์ จะวางมือทางการเมือง เนื่องจากมีหลายอย่างที่ยังเป็นอุปสรรคของท่านอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความชอบธรรม กรณีเป็นนายกฯ 8ปี ที่จะครบในเดือนส.ค.2565 ซึ่งคาดว่าจะมีคนไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ การถูกตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารงาน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาโควิด -19

ฟัง มวย หู ฟรี “ยุทธพรอิสรชัย”เจาะลึก“เพื่อไทย-ก้าวไกล-พปชร.”ฟันธง“3ป.”แตกแต่แยกกันไม่ได้

本文来自网络,不代表เล่นบาคาร่า บาคาร่าทดลอง立场,转载请注明出处:http://as-forum.com/2021/633.html

ประพันธ์: aphelon

联系我们

联系我们

0898-88881688

在线咨询: QQ交谈

邮箱: email@wangzhan.com

工作时间:周一至周五,9:00-17:30,节假日休息

关注微信
微信扫一扫关注我们

微信扫一扫关注我们

关注微博
กลับไปด้านบน